Make your own free website on Tripod.com

ประวัติพระยาพิชัยดาบหัก

                                                                                                                                                                                

        ยังมีชาวนาสามีภรรยาคู่หนึ่ง  ตั้งบ้านเรือนประกอบอาชีพอยู่ที่เมืองพิชัย(ครั้นถึงประมาณปลายรัชสมัยของพระเจ้าบรมโกศ (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.  ๒๒๗๕ - ๒๓๐๑ ) ภรรยาก็ได้กำเนิดบุตรชายผู้หนึ่งและได้ตั้งชื่อว่า"จ้อย"เมื่อจ้อยเติบโตพอที่จะช่วยบิดามารดาทำงานได้จ้อยก็ออกไปเลี้ยงควายในท้องนาเช่นเดียวกับเด็กอื่นๆที่เป็นลูกชาวนาในละแวกนั้นจ้อยมีนิสัยกล้าหาญโอบอ้อมอารีจึงเป็นที่รักของเพื่อนฝูงซึ่งเป็นเด็กเลี้ยง ควายคุณสมบัติดีเด่นของจ้อยก็คือต่อยมวยได้เก่งที่สุดในระหว่างเด็กด้วยกันแต่จ้อยไม่ใช่เด็กเกเรจะชกต่อยก็เพื่อป้องกันตัวหรือช่วยเหลือผู้ที่ถูกรังแกเท่านั้น เมื่อจ้อยมีอายุพอสมควรที่จะเล่าเรียนหนังสือบิดามารดาก็ปรึกษากันจะพาไปฝากไว้กับพระการนำเด็กไปฝากในสมัยนั้นก็เท่ากับไปเข้าโรงเรียนในสมัยนี้คือ ต้องไปกินอยู่หลับนอนที่วัดในการที่บิดามารดาต้องการให้จ้อยได้เรียนหนังสือนับว่าเป็นการเสียสละอย่างมากเพราะต้องขาดผู้ช่วยทำงานทางบ้านและ ท้องนาบิดามารดาของจ้อยมีบุตร๔คนแต่ตายเสียสามคนจึงเหลือแต่จ้อยผู้เดียวสำหรับตัวจ้อยเองไม่สมัครใจที่จะต้องจากบ้านเพื่อไปเรียนหนังสือจึงบอกกับ บิดาว่าไม่อยากเรียนหนังสือถ้าจะให้มีวิชาก็อยากไปเรียนต่อยมวยมากกว่าแต่บิดาของจ้อยอยากให้ลูกเป็นคนมีวิชาความรู้จึงชี้แจงว่าการรู้หนังสือเป็น ของจำเป็นอย่างยิ่งผู้รู้หนังสือจนอ่านออกเขียนได้แล้วก็สามารถเรียนวิชาอื่นๆได้ดีกว่าคนไม่รู้หนังสือจ้อยมีความปรารถนาอยากเป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงจึงเชื่อ    บิดายอมไปอยู่กับพระที่วัดเพื่อเรียนหนังสือบิดาพาจ้อยไปฝากไว้กับพระครูวัดมหาธาตุเมืองพิชัยท่านพระครูมีเด็กที่พ่อแม่นำมาฝากเรียนหนังสืออยู่หลายคน มีอายุต่างๆกันการเป็นอยู่คล้ายกับเด็กซึ่งอยู่ตามโรงเรียนประจำคือกินนอนเรียนและทำงานร่วมกันฉะนั้นเมื่อมีเด็กแปลกหน้าเข้ามาเด็กเก่าก็มักจะเพ่งดูนิสัย ถ้าเข้ากันได้ก็ดีไปถ้าเข้ากันไม่ได้เด็กใหม่ก็มักจะต้องเดือดร้อนคณะศิษย์เก่าจึงวางแผนการทดลองความอดทนหรือในสมัยใหม่นี้เรียกว่า"การต้อนรับน้องใหม่" ทุกๆครั้งที่รับประทานอาหารร่วมกันพวกศิษย์เก่าจะแกล้งยกชามแกงขึ้นตักรับประทานแล้วส่งต่อๆกันไปรอบๆวงโดยไม่ให้จ้อยมีโอกาสตักบ้างเลยการรับประ ทานอาหารแบบนี้ภาษาศิษย์วัดเรียกว่า"แกงเหาะ"จ้อยอดทนเอาเพราะเป็นคนมาใหม่แต่เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆจนรกลายเป็นท้าทายไปจ้อยก็จำเป็นต้องแสดงฝีมือ ให้รุ่นพี่เห็นฤทธิ์เสียบ้างฝีมือมวยของจ้อยเหนือฝีมือ"มวยวัด"มากพวกศิษย์เก่าไม่กล้ารังแกจ้อยอีกจ้อยเป็นเด็กมีสติปัญญาดีจึงเรียนหนังสือเก่งกว่าเด็กรุ่นราว คราวเดียวกันนอกจากนี้ยังมีความประพฤติดีและขยันหมั่นเพียรเมื่อพ่นเวลาเรียนหนังสือและรับใช้ท่านพระครูแล้วจ้อยก็ฝึกฝนตนเองให้คล่องแคล่วโดยเอาต้น กล้วยมาตั้งไว้บนดินแล้วใช้เท้าขวาเตะต้นกล้วยด้วยความรวดเร็วจนต้นกล้วยไม่ล้มถึงดินเมื่อคล่องแคล่วแล้วก็ทวีความสูงของต้นกล้วยขึ้นไปอีกเร่มตั้งแต่ต้น กล้วยสูง ๒ ศอกจนสูงถึง ๔ ศอกขั้นต่อไปก็เอามะนาวผูกเชือกจากที่สูงห้อยลงมาเสมอหน้าชั้นแรกใช้มะนาวเพียง๒ผลชกให้แกว่งไปมาแล้วปิดรับด้วย ศอกและแขนจนไม่ถูกหน้าได้ครั้นแล้วเพิ่มขึ้นเป็น๓ถึง๔ผลด้วยความพากเพียรในการฝึกซ้อมจ้อยจึงมีฝีมือในการชกมวยดีขึ้นเป็นลำดับโดยที่ไม่เรียนวิชามวย จากครูมวยเลยจ้อยอยู่กับท่านพระครูที่วัดมหาธาตุนี้จนมีอายุประมาณ ๑๔ ปีถึงแม้จะไม่มีใครกล้ารังแกจ้อยแต่ก็มีพวกศิษย์วัดเก่าๆ ที่เป็นคนเก่งมาก่อน มีความเกลียดชังในการที่จ้อยกลายมาเป็นคนที่เก่งกว่าแต่ก็ยังไม่มีโอกาสที่จะลมล้างความเก่งกล้าสามารถของจ้อยได้อยู่มามีเหตุที่จ้อยจะต้องเปลี่ยนชีวิตคือ เจ้าเมืองนำบุตรชายชื่อคุณเฉิดมาฝากให้เรียนหนังสือกับท่านพระครูและยังมีคนใช้ผู้ชายเด็กๆอีกสามคนมาเรียนเป็นเพื่อนด้วยเด็กวัดพากันประจบลูกเจ้าเมือง และต้องการจะล้างอำนาจจ้อยจึงยุยงคุณเฉิดว่าจ้อยเป็นเด็กเกเรคุณเฉิดต้องการจะวางอำนาจเป็นลูกเจ้าเมืองจึงให้เด็กวัดคนหนึ่งไปท้าจ้อยชกตัวต่อตัวที่ หลังวัดโดยคุณเฉิดรับรองจะเป็นผู้ควบคุมไม่ให้มีการรุมแต่แท้ที่จริงวางอุบายว่าจะรุมกันชกพอจ้อยมาตามนัดก็ลงมือต่อยกันเด็กที่ท้าก็ลงไปนอนคลุกฝุ่นจ้อย กระโดดเข้าถองคุณเฉิดร้องเอะอะว่าซ้ำคนล้มจึงตรงเข้าผลักจ้อยเด็กวัดจึงเข้าตะลุมบอนจ้อยก็มองซ้ายขวาหาที่พึ่งเห็นต้นไม้ใหญ่จึงถอยหลังเข้าพิงต้นไม้แล้ว ชกต่อยเตะถีบผู้รุมรังแกจนหกล้มหกลุกคลุกคลานคุณเฉิดยิ่งโมโหมากตรงเข้าตบหน้าจ้อยและชกจ้อยจ้อยกลัวอำนาจก็ได้แต่ปัดป้องคุณเฉิดจึงกระชากจ้อยออก จากต้นไม้เด็กก็รุมเข้าถีบจากข้างหลังจ้อยหน้าคะมำมาโดนคุณเฉิดก้นกระแทกคุณเฉิดตกใจร้องเอะอะว่าจ้อยทำร้ายจ้อยตกใจมากลุกขึ้นวิ่งหนีโดยไม่มีจุดหมาย ว่าจะไปทางไหนเด็กวัดและคนใช้คุณเฉิดก็วิ่งตามเป็นพรวนแต่ไม่มีใครจับตัวจ้อยได้เพราะจ้อยเป็นคนมีฝีเท้าเร็วเคยเข้าแข่งขันวิ่งเวลามีงานวัดอยู่เสมอพอวิ่งไป ไกลก็ลงนั่งพักเหนื่อยและรำพึงว่าถ้ากลับไปท่านพระครูคงลงโทษหนักฐานรังแกลูกเจ้าเมืองและก็คงจะถูกรังแกจากคุณเฉิดไม่รู้จักสิ้นสุดจึงคิดมานะจะหนีไปให้ไกล คิดไปคิดมาว่าจะไปไหนดีก็นึกได้ว่าเคยได้ยินชื่อครูเมฆชาวท่าเสา(แขวงเมืองอุตรดิตถ์)ว่าเป็นครูมวยฝีมือดีจึงคิดว่าจะไปหาครูเมฆตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเดินทาง ไปไหนเงินก็ไม่มีเสื้อผ้าก็มีติดตัวเพียงสำรับเดียวด้วยความมานะจ้อยก็คิดจะไปตายเอาดาบหน้าและคิดว่าถ้าเดินตามฝังแม่น้ำน่านไปก็คงไม่หลงทางจึงตัดสินใจ ออกเดินทางทันทีคืนแรกขออาศัยนอนที่วัดแห่งหนึ่งและขอข้าวพระรับประทานวันต่อมาก็อาศัยนอนที่วัดอีกแต่พอรุ่งเช้าจะออกเดินทางต่อก็เห็นครูมวยผู้หนึ่งนำ เด็กรุ่นหนุ่ม๔คนมาซ้อมมวยที่ลานวัดจ้อยสนใจมากเลยลงนั่งดูไม่เดินทางต่อไปพอเขาซ้อมเสร็จก็เข้าไปนั่งไหว้ขอฝากตัวเป็นศิษย์โดยจะยอมตักน้ำตำข้าวฝ่าฟืนให้ครู มวยคนนี้ชื่อเที่ยงและตำบลที่จ้อยมาถึงชื่อว่าบ้านแก่งครูถามชื่อจ้อยๆไม่กล้าบอกชื่อจริงกลัวคนมาตามตัวจึงแกล้งบอกว่าชื่อทองดีหนีพ่อแม่มารเพื่อจะหาครูสอนวิชา มวยครูเที่ยงก็รับไว้เรียนอยู่๑ปีเศษมีความชำนิชำนาญและฝีมือเหนือศิษย์เก่าๆ๔คนจนคนเล่านั้นอิจฉาหาเหตุแกล้งบ้างใส่ร้ายบ้างนายทองดีทนไม่ไหวต้องใช้กำลัง ปราบพวกนั้นเลิกรังแกไปเองแต่ความเป็นอยู่ไม่สู้ปกติเพราะมีคนอิจฉาหาความนายทองดีโตขึ้นมีลักษณะแปลกกว่าชายอื่นในสมัยนั้นคือไม่กินหมากจึงได้ชื่อว่านาย ทองดีฟันขาวนายทองดีรำคาญที่ต้องมีเรื่องวิวาทกับพวกศิษย์ครูเที่ยงและประกอบด้วยครูหมดวิชาที่จะสอนให้แล้วจึงมุ่งหมายจะไปหาครูเมฆที่ท่าเสาตามความตั้ง ใจเดิมบังเอิญมีพระที่วัดบ้านแก่งจะไปนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์นายทองดีจึงลาครูเที่ยงไปเรียนต่อที่ครูเมฆโดยเดินทางไปพร้อมกับพระที่ไปพระแท่นเมื่อไปนมัสการ พระแท่นแล้วนายทองดีได้ข่าวว่าจะมีงิ้วมาเล่นที่ศาลเจ้าใกล้นั้นนายทองดีจึงอยู่คอยดูงิ้วเล่น๗วัน๗คืนนายทองดีเฝ่าดูอยู่ด้วยความเอาใจใส่ชอบใจท่ากายกรรมหกคะเมน ตีลังกาของงิ้วและท่าที่ชอบก็คือการกระโดดข้ามหัวคู่ต่อสู้อย่างว่องไวนายทองดีจึงแอบไปหัดเลียนแบบท่าทางของงิ้วที่หาดทรายริมน้ำจนชำนิชำนาญแถบทุกอย่างแล้วจึง เดินทางไปหาครูเมฆฝากตัวเป็นศิษย์และปฏิบัติครูโดยช่วยตักน้ำตำข้าวผ่าฟืนให้เรียนกับครูเมฆปีกว่าๆก็สำเร็จวิชาที่ครูเมฆสอนให้ขณะนี้นายทองดีอายุย่าง๑๘ปีเมื่ออยู่ ท่าเสานี้เป็นที่รักใคร่ของครูและชาวบ้านไม่มีศัตรูเช่นที่เคยเป็นมานายทองดีก็เริ่มชกมวยเพื่อเอาเงินและเป็นนักมวยที่เลื่องลือในเมืองลับแลทุ่งยั้งสวางคบุรีและเมืองพิชัย อยู่มามีพระภิกษุจากสวรรคโลกมาท่าเสาพบกับนายทองดีจึงชวนว่าถ้าชอบเรียนวิชาป้องกันตัวน่าจะไปเรียนฟันดาบอาของท่านเป็นครูดาบฝีมือดีรับรองจะไปฝากให้นาย ทองดีเห็นว่าวิชามวยก็เรียนจนจบไม่มีครูจะสอนแล้วจึงคิดว่าเรียนวิชาใหม่ๆก็คงจะมีประโยชน์จึงลาครูเมฆไปสวรรคโลกเพื่อไปเรียนฟันดาบเรียนอยู่๓เดือนก็สำเร็จวิชาแล้ว พระภิกษุองค์เดียวกันนี้ก็ชวนไปเที่ยวสุโขทัยพอไปที่สุโขทัยก็พบครูมวยจีนนายทองดีพอใจในลักษณะมวยจีนเพราะแปลกประหลาดไม่เคยเห็นมาก่อนจึงขอเป็นศิษย์ครูมวยจีน สอนได้เพียง๑เดือนก็หมดวิชาจึงร้องว่านายทองดีไม่ใช่มนุษย์เป็นเซียนมาเกิดนายทองดีอยู่สุโขทัยมีคนยกย่องมาฝากตัวเป็นศิษย์นายทองดีจึงสอนวิชามวยและฟันดาบอยู่ที่ สุโขทัยมีเด็กกำพร้าบิดามารดาคนหนึ่งชื่อบุญเกิดมาขออยู่ด้วยนายทองดีจึงมีเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขแทนที่จะต้องอยู่ตัวคนเดียวเช่นที่แล้วมานายทองดีคิดว่าจะอยู่ทำมาหากิน ที่สุโขทัยต่อไปก็บังเอิญมีพอค้าจีนเดินทางจากเมืองตากมาสุโขทัยยังหาเพื่อนเดินกลับไม่ได้มาพบนายทองดีจึงเล่าว่าพระยาตากสินเจ้าเมืองตากนิยมคนมีฝีมือทางชกมวย ถ้าไปเมืองตากก็คงจะมีโอกาสได้ดีมีชื่อเสียงนายทองดีก็นึกอยากลองไปเที่ยวจีนผู้นั้นก็ดีใจที่จะได้เพื่อนเดินทางเพราะป่าระหว่างสุโขทัยและตากมีเสือชุมครั้นแล้วพ่อค้าจีน นายทองดีและเด็กบุญเกิดก็ออกเดินทางเพื่อพักแรมกลางป่าก็ผลัดกันสุมไฟอยู่ยามคืนหนึ่งในเวลาที่เป็นเวรของเด็กบุญเกิดเนื่องจากยังเป็นเด็กอยู่จึงทนง่วงนอนไม่ไหวเลยนอน หลับไปกองไฟจึงค่อยๆมอดลงเพราะไม่มีเชื้อฟืนเพิ่มเติมในที่สุดก็ดับสนิทพอตกดึกก็มีเสือใหญ่ตัวหนึ่งออกมายังบริเวณที่คนทั้งสามนอนหลับอยู่แต่เป็นคราวเคราะห์ร้ายของเด็ก บุญเกิดที่เสือเดินมาถึงตัวก่อนเสือจึงกัดและคาบเด็กบุญเกิดวิ่งหนีเข้าป่าไปนายทองดีได้ยินเสียงเด็กร้องก็ตกใจตื่นรีบลุกขึ้นคว้ามีดปลายแหลมวิ่งตามเสือเข้าไปในความมืดด้วย ฝีเท้าอันรวดเร็วจึงสามารถวิ่งทันเสือนายทองดีกระโดดเข้ากอดคอเสือเสือวางเด็กทันทีแล้วหันมาจะกัดนายทองดีๆจึงเอามีดแทงเข้าไปในปากเสือแล้วโยกมีดอย่างแรงเสือได้รับความ บาดเจ็บจึงวิ่งหนีไปนายทองดีอุ้มเด็กบุญเกิดกับมายังที่พักแรมเพื่อชำระบาดแผลแล้วก็ตัดไม้ทำเป็นแคร่หามจีนเพื่อนเดินทางและนายทองดีก็ช่วยกันหามเด็กบุญเกิดมาจนถึงเมือง ตากแล้วไปอาศัยอยู่วัดแห่งหนึ่งต่อมาจึงได้ข่าวจากพวกพ่อค้าที่เดินทางมาจากสุโขทัยว่าได้พบเสือตัวใหญ่ตัวหนึ่งนอนตายข้างทางมีบาดแผลฉกรรจ์ในปากและที่ลำคอมีแผลเป็น ทางยาวใกล้ๆตัวมีมีดจมอยู่ในกองเลือดเป็นอันว่าเสือตัวนั้นตายเพราะความกล้าหาญของนายทองดีนายทองดีได้พยาบาลเด็กบุญเกิดอยู่ประมาณ๒เดือนจึงหายเป็นปกติแล้วจึงเที่ยว ที่เมืองตากต่อไปตามความตั้งใจเดิมวันหนึ่งมีพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา(การแสดงความจงรักพักดีต่อพระมหากษัตริย์)ที่วัดซึ่งนายทองดีมาอยู่มีงานรื่นเริงต่างๆรวมทั้งมีการ ชกมวยก็นึกอยากชกแต่หาคู่ชกถูกใจไม่ได้จึงขอต่อยกับครูมวยส่วนครูมวยผู้นั้นก็ไม่ทราบว่านายทองดีก็คือครูมวยผู้มีความสามารถอย่างยอดเยี่ยมผู้หนึ่งก็นึกประมาทเพราะครูมวย ที่นายทองดีท้าต่อยนั้นชื่อครูห้าวรูปร่างใหญ่โตกว่านายทองดีมากคนที่ได้ยินว่ามีคนแปลกหน้าขอต่อยกับครูมวยมีชื่อของเมืองตากก็พากันพิศวงและตื่นเต้นเป็นอันมากก่อนถึงเวลา จะต่อยกันนายทองดีก็ไปเล่าให้ท่านพระครูที่วัดนั้นทราบท่านพระครูเคยเห็นฝีมือครูห้าวว่าเก่งมากแต่ไม่เคยเห็นฝีมือนายทองดีก็ตกใจรีบห้ามปรามเพราะถ้าแพ้ก็จะเจ็บตัวถ้าชนะก็คง อยู่เมืองตากต่อไปไม่ได้เพราะลูกศิษย์ครูห้าวมีมากคงจะต้องถูกรังแกนายทองดีตรึกตรองดูก็เห็นจริงฉะนั้นพอถึงเวลาที่กรรมการเรียกชื่อนายทองดีขึ้นไปต่อยนายทองดีจึงไม่ออกไปต่อย ในขณะนั้นพระยาตากนั่งอยู่ที่สนามมวยเมื่อทราบว่ามีคนกล้าท้าต่อยกับครูมวยก็อยากดูจึงให้คนออกเที่ยวตามตัวจนไปพบอยู่บนกุฏิท่านพระครูท่านพระครูจึงนำนายทองดีไปหาพระ ยาตากและเล่าถึงเหตุผลที่ไม่กล้าต่อยพระยาตากบังเอิญได้ทราบว่านายทองดีคนนี้มีความสามารถถึงกับต่อสู้กับเสือและฆ่าเสือตายจึงอยากจะเห็นว่าฝีมือมวยจะดีสักเพียงไรพระยาตาก รับรองว่าจะไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นตามที่นายทองดีวิตกคนที่รอดูรอบๆสนามก็พากันตื่นเต้นคอยฟังว่านายทองดีจะยอมต่อยหรือไม่พอทราบว่ายอมก็โห่ร้องเสียงสนั่นหวั่นไหวนายทองดีต่อย ในยกแรกไม่ได้ปล่อยฝีมือเต็มที่เป็นแต่ปัดป้องดูท่าทีของครูห้าวคนดูก็พากันสงสารพระยาตากถามว่าจะยอมแพ้หรือไม่นายทองดีตอบว่าขอลองอีกสักยกพอเริ่มยกที่สองก็ใช้กลยุทธแบบจีนปน แบบไทยเช่นการกระโดดข้ามหัวคู่ต่อสู้ไปยืนข้างหลังและชกต่อยโดยรวดเร็วจนครูห้าวตั้งตัวไม่ติดในที่สุดถูกเตะขากรรไกรอย่างแรงจนเลือดไหลออกทางปากทางจมูกสลบทันทีต่อมาก็มีครูมวย อีกผู้หนึ่งอาสาออกมาต่อยกับนายทองดีๆก็รับท้าแต่ปรากฏว่าฝีมือยังเป็นรองนายทองดีมากนักนายทองดีเตะเล่นแบบเตะต้นกล้วยจนสลบคาที่อีกคนหนึ่งคนดูจึงโห่ร้องกันรอบทิศพระยาตาก พอใจมากเรียกเงินมาให้รางวัลถึง๕ตำลึงแล้วก็ออกปากชวนให้อยู่ด้วยทันทีตามวิสัยที่ท่านชอบชุบเลี้ยงคนมีความสามารถครั้งแรกนายทองดีคิดจะรองอยู่เมืองตากเป็นการชั่วคราวแต่เมื่ออยู่ ไปก็เคารพรักในอัธยาศัยของพระยาตากยิ่งขึ้นส่วนพระยาตากในชั้นแรกชอบในฝีมือชกมวยของนายทองดีแต่เมื่อทราบว่านายทองดีมีความรู้ทางหนังสือก็ได้ทดลองให้ฝึกราชการและปรากฏว่า สามารถปฏิบัติราชการเป็นผลดีส่วนเด็กบุญเกิดนั้นได้รับถ่ายทอดวิชาหนังสือและวิชาป้องกันตัวจากนายทองดีจึงได้เข้าฝึกราชการอีกผู้หนึ่งพระยาตากได้อุปการะนายทองดีเท่ากับเป็นญาติผู้ใหญ่ คือเมื่ออายุครบ๒๑ปีก็จัดการอุปสมบทให้ตามประเพณีเมื่อบวชอยู่ชั่วระยะเวลา๑พรรษาก็สึกออกมารับราชการตามเดิมการปฏิบัติราชการเจริญขึ้นตามลำดับจนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงพิชัย อาสาและได้แต่งงานสร้างหลักฐานอยู่ที่เมืองตากด้วยความผาสุขตราบจนประมาณพ.ศ.๒๓๐๙ในระยะนี้ตามหักฐานทางประวัติศาสตร์มี๒ประการคือบางตำราก็กล่าวว่าสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ มีพระบรมราชโองการให้พระยาตากเดินทางไปกรุงศรีอยุธยาเพื่อจะโปรดเกล้าฯให้เป็นพระยาวิเชียรปราการเจ้าเมืองกำแพงเพชรบางตำราก็กล่าวว่ามีพระบรมราชโองการเกณฑ์ให้ไปช่วยรบกับพม่า แต่อย่างไรก็ตามพระยาตากได้พาหลวงพิชัยอาสาและเด็กบุญเกิดเดินทางจากเมืองตากมายังกรุงศรีอยุธยากองทัพพม่าได้ยกทัพมาใกล้กรุงศรีอยุธยาพระยาตากนำทหารไทยเข้าต่อสู้กับพม่าหลาย ครั้งแต่ปรากฏว่าทหารไทยยงไม่มีความสามารถถึงขนาดที่จะป้องกันบ้านเมืองได้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็มีจำนวนน้อยแล้วยังแตกความสามัคคีกันตั้งแต่สมเด็จพระบรมโกศเสด็จสวรรคตข้าราชการ แบ่งแยกกันสนับสนุนเจ้านายหลายพระองค์พวกที่เป็นข้าของเจ้าฟ้าอุทุมพร(ขุนหลวงหาวัด)ก็มีมากเมื่อพระองค์สละราชสมบัติออกผนวชข้าราชการส่วนใหญ่ก็ลาออกราชการนอกจากนี้ยังมีผู้สนับสนุน กรมหมื่นเทพพิพิธกรมหมื่นจิตสุนทรกรมหมื่นสุนทรนเทพและกรมหมื่นเสพย์ภักดีครั้นกรมหมื่นพิพิธถูกเนรเทศและกรมหมื่นอีกสามพระองค์ถูกสำเร็จโทษพวกข้าราชการที่เป็นบริวารก็หลบหนีกระจัด กระจายกันไปจากกรุงศรีอยุธยาเป็นอันมากด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถที่จะฝึกคนให้ทำราชการได้เป็นจำนวนมากได้ตามที่ต้องการพระยาตากต้องผจญกับภาวะเช่นนี้ถึงแม้จะความรักชาติและจงรักภักดี ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสักเพียงไรก็ไม่วายที่จะคิดท้อถอยหมดกำลังใจและนอกจากนี้ยังมีสาเหตุใหญ่ๆอีก๒ประการที่ทำให้พระยาตากต้องตัดสินใจหลบหนีออกไปจากกรุงศรีอยุธยาคือ๑เรื่องการ ยิงปืนใหญ่เจ้าหน้าที่ซึ่งยิงปืนใหญ่ไม่สามารถในการใช้กระสุนดินดำคือบางคราวก็ใส่ดินดำมากพอยิงออกไปโดยแรงปืนก็ร้าวทำให้ใช้การไม่ได้ฉะนั้นจึงต้องมีกฏประกาศว่าผู้ใดต้องการจะยิงปืนใหญ่ต้อง ไปขออนุญาตที่ศาลาลูกขุนเสียก่อนครั้งหนึ่งพระยาตากกำลังรักษาการอยู่ทางกำแพงด้านตะวันออกเห็นพม่ายกเข้ามาใกล้จึงต้องยิงออกไปโดยไม่ทันขออนุญาตจึงมีผู้ไปทูลฟ้องจนเกือบจะได้รับโทษ๒เรื่อง ผู้ร่วมงานเมื่อถึงฤดูน้ำพม่าคลุมทัพเรือออกมาล้อมกรุงฯทางทิศตะวันออกสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ดำรัสสั่งให้พระยาเพชรบุรีและพระยาตากคลุมกองทัพเรือออกไปตั้งที่วัดป่าแก้วคอยสกัดตีพม่าพอพม่ายกมา พระยาเพชรบุรีก็จะออกแสดงตัวพระยาตากห้ามไว้ก็ไม่เชื่อขืนออกไปทหารพม่ามากกว่าจึงเข้าล้อมแล้วเอาหม้อดินดำโยนทิ้งลงไปในเรือดินปืนระเบิดพระยาเพชรบุรีตายทันทีกองทหารไทยจึงแตกหนีกระจัด กระจายไปพระยาตากเห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงรวบรวมทหารที่เหลืออยู่ถอยกลับมาตั้งหลักที่วัดพิชัยและไม่กลับคืนเข้าไปในกำแพงกรุงศรีอยุธยาอีกครั้นแล้วก็ได้ปรึกษาบรรดานายทหารว่าการจะคิดต่อสู้กับ พม่าต่อไปก็คงไม่มีทางเอาชัยชนะได้เว้นเสียแต่จะเปลี่ยนวิธีการเสียใหม่เช่นไปหาที่สะสมคนอาวุธและเสบียงอาหารแล้วยกมาช่วยกรุงศรีอยุธยาคนส่วนมากก็เห็นพ้องด้วยพระยาตากจึงรวบรวมผู้มีความ สวามิภักดิ์ยอมตายด้วยประมาณ๕๐๐คนตีฝ่าวงล้อมของทหารพม่าออกไปได้ในระหว่างเดินทางก็ได้พบพม่าหลายครั้งแต่สามารถเอาชัยชนะได้เสมอชัยชนะครั้งใหญ่ก็คือครั้งหนึ่งพระยาตากและนายทหารม้า รวม๔คนมาพบกับทหารม้าพม่า๓๐คนพลเดินเท้า๒๐๐คนพระยาตากทำกลอุบายล่อพม่าไปที่คนไทยแอบอยู่แล้วตีโอบพม่าจึงพ่ายแพ้ทิ้งอาวุธและสิ่งของไว้เป็นอันมากพระยาตากเดินทางผ่านไปชลบุรีศรีราชา ระยองเมืองเหล่านี้ยอมร่วมมือกับพระยาตากทั้งสิ้นพอไปถึงจันทบุรีในชั้นแรกเจ้าเมืองตกลงจะยอมรับพระยาตากเข้าเมืองแต่แล้วมีผู้ยุยงจึงปิดประตูเมืองและเตรียมการต่อสู้พระยาตากจึงต้องรบกับคนไทยด้วย กันในเวลาค่ำเมื่อทหารรับประทานอาหารเย็นแล้วจึงสั่งให้ทิ้งเสบียงอาหารและทุบภาชนะหุงต้มทั้งหมดบอกพวกทหารว่าให้ล้อมเมืองไว้ทุกด้านเวลาดึกสงัดจะเข้าตีเมืองจันทบุรีแล้วเข้าไปกินข้าวเช้าในเมืองด้วย กันถ้าตีไม่ได้ก็อดตายพร้อมกันทั้งกองทัพแต่ในที่สุดก็ได้เข้าไปรับประทานอาหารเช้าด้วยกันทั้งหมดพระยาตากอยู่ที่จันทบุรี๓เดือนทำการต่อเรือรบได้๑๐๐ลำยกกองทัพเรือมาตีกรุงธนบุรีคืนจากพม่าได้แล้วยกไปขับ ไล่พม่าที่ยึดกรุงศรีอยุธยาไว้กู้เอกราชได้ภายในเวลา๗เดือนข้าราชการพร้อมใจกันอัญเชิญพระยาตากขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินครั้นแล้วจึงเสด็จไปรวบรวมคนไทยที่แยกกันอยู่เป็นอิสระที่พิษณุโลกสวางคบุรีพิมายและ นครศรีธรรมราชเป็นต้นในการสงครามทุกครั้งหลวงพิชัยอาสาก็ตามเสด็จอย่างใกล้ชิดและทำการรบอย่างกล้าหาญจนได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นพระยาสีหราชเดโชเมืองสำคัญๆภาคเหนือเช่นพิษณุโลกสวรรคโลก และพิชัยต้องส่งคนมีฝีมือไปปกครองเพราะเป้เมืองหน้าด่านที่สำคัญเนื่องจากพระยาสีหราชเดโชเป็นชาวเมืองพิชัยจึงโปรดเกล้าฯตั้งให้เป็นพระยาพิชัยคุมทหาร๙๐๐๐คนไปอยู่เมืองพิชัยและมอบอำนาจให้ประหาญ ชีวิตคนได้นี่เป็นครั้งแรกที่พระยาพิชัยจะต้องจากพระเจ้ากรุงธนบุรีนับตั้งแต่พบกันในเวทีมวยที่เมืองตากพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงตั้งเด็กบุญเกิดเป็นหมื่นหาญณรงค์ทหารคนสนิทพระยาพิชัยพอมาถึงเมืองพิชัยก็รีบไป หาบิดามารดาแต่หน้าเสียดายบิดาซึ่งเคยบอกว่าถ้ารู้หนังสือดีจะทำให้เรียนวิชาอื่นๆได้ดีนั้นตายเสียแล้วไม่มีโอกาสได้เห็นลูกชายซึ่งอุตส่าห์เล่าเรียนจนมีชื่อเสียงฝ่ายมารดานั้นพอรู้ว่าเจ้าเมืองคนใหม่มาถึงบ้านก็หมอบ กราบไม่กล้าดูหน้าพระยาพิชัยจึงก้มลงกราบเท้ามารดาแล้วบอกว่าตนคือจ้อยแล้วพามารดาไปอยู่ด้วยที่บ้านเจ้าเมืองต่อมาไปหาครูเที่ยงบ้านแก่งครูเมฆท่าเสานำข้าวของเงินทองไปให้แล้วตั้งเป็นกำนันทั้งสองคนในปี นั้นพม่าก็ยกมาตีเมืองสำคัญๆภาคเหนือตามที่พระเจ้าธนบุรีคาดไว้สำหรับเมืองพิชัยเมื่อมาครั้งแรกก็ถูกตีกลับไปต่อมาพอชาวเมืองวางใจก็ยอนกลับมาอีกครั้งนี้พระยาพิชัยนำพลออกต่อสู้กับพม่าด้วยดาบสองมือที่ท่าน ชำนาญมากขณะที่ชุลมุนกันพระยาพิชัยเสียหลักจะล้มจึงเอาดาบยันดินไว้โดยแรงดาบจึงหักพระยาพิชัยเซไปพม่าคนหนึ่งจึงกระโดดเข้าฟันแต่หมื่นหาญณรงค์หรือเด็กบุญเกิดก็ถลันเข้าฟันพม่าคนนั้นตายก่อนที่ดาบจะ ถึงตัวพระยาพิชัยแต่ตัวเขาเองกลับถูกกระสุนปืนทะลุอกตายคาที่พระยาพิชัยทั้งตกใจและโกษพม่ายิ่งนักจึงใช้ดาบดีและดาบหักไล่ฟันพม่าอย่างดุเดือดจนพ่ายแพ้ไปอย่างยับเยินเสร็จแล้วก็นำศพหมื่นหาญณรงค์ไปจัด การศพอย่างสมเกียรติตั้งแต่นั้นมาพงศาวดารก็เรียกท่านว่าพระยาพิชัยดาบหักพระยาพิชัยได้ตามเสด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไปราชการสงครามในภาคเหนือหลายครั้งการรบกับพม่าที่เมืองพิษณุโลกเมื่อครั้งอะแซวุ่นกี้เป็น แม่ทัพนั้นเป็นการรบครั้งสำคัญและครั้งสุดท้ายในชีวิตของพระยาพิชัยดาบหักเมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีสวรรคตพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรับสั่งให้พระยาพิชัยลงมาเฝ้าถามความสมัครใจว่าจะรับ ราชการต่อหรือไม่พระยาพิชัยดาบหักมีความอาลัยรักพระเจ้ากรุงธนบุรีมากจึงกราบบังคมทูลปฏิเสธแต่ได้ถวายบุตรชายให้รับราชการแทนตัวพระยาพิชัยดาบหักถึงแก่กรรมอายุได้๔๑ปีบุตรหลานได้รับราชการเป็นข้าของ พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีสืบต่อๆกันมาจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าอยู่หัวพระองค์พระราชทานนามสกุลพระยาพิชัยดาบหักว่า"วิชัยขัทคะ"ผู้สืบสกุลของท่านก็ยังมีอยู่เป็นอันมากในปัจจุบันนี้